ตั้งหน้าตั้งตารอให้ข้าวที่อยู่ในหม้อนั้นแตกตัวกลายเป็นข้าวต้ม
สมองก็ปล่อยความคิดให้วนรอบตามรอบของทัพพี
ไม่มีอะไรหยุดความคิดนั้นได้
ไม่มีเสียงเอ่ยของใครหยุดความคิดนั้นได้
ไม่มีสักอย่าง
ความคิดอันมืดมนที่ไร้ซึ่งความหวัง
ความคิดอันมืดมนที่มีแต่บั่นทอนความสุขในใจ
ความคิดอันมืดมนที่เอาแต่โทษตัวเอง
และพยายามหาทางออกด้วยการโทษคนนั้นคนนี้
โทษว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าใจ
โทษว่าทำไมเขาถึงไม่สนใจในที่สิ่งที่เราจะบอก
โทษว่าทำไมเขาถึงเอาแต่บอกให้ทำในสิ่งที่เขาคิด
โทษซ้ำไปซ้ำมา โทษไม่จบไม่สิ้น
ฉับพลันดวงตาที่เหม่อลอยมองข้าวที่แตกตัวกลายเป็นข้าวต้มในหม้อ
ก็เต็มไปด้วยม่านน้ำตา...ยับยั้งมันไว้ไม่ทันอีกแล้ว
รอยยิ้มก่อนหน้าหุบยิ้มไป ริมฝีปากกำลังแดงช้ำเพราะฟันที่กัดแน่น
แรงกัดริมฝีปากเพิ่มขึ้น หลังจากพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลลงมา
มือที่คนข้าวในหม้อหยุดลง ตัวที่ยืดตรงย่อลงอย่างเหนื่อยอ่อน
ไม่ไหวอีกแล้ว ทนฝืนไม่ไหวอีกครั้งแล้ว
สองมือกุมคอเสื้อขึ้นเสร็จน้ำตาอย่างลวกลวก
จิตใจที่วิ่งวนเหมือนอยู่ในเขาวงกตกำลังกรีดร้อง
กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สองเท้าที่ยืนอยู่กับพื้นเริ่มเดินไปมา
น้ำตาก็จะไหล จิตใจก็ไม่สงบ ความอยากที่มีต่ออาหารก็ลดลงจนเกือบหายไป
สุดท้ายเมื่อทุกอย่างที่เคยสงบเริ่มว้าวุ่น
ความคิดหนึ่งก็แทรกตัวขึ้นมา
ความเจ็บปวดอาจหยุดยั้งความบ้าคลั่งเหล่านั้นได้
สุดท้ายเราจึงเลือกทำร้ายตัวเอง...
การเลือกต่อยประตูสักบานนั้น
ไม่ได้เพียงเพราะต้องการให้ตัวเองเจ็บปวด
แต่เป็นเหมือนการเตือนตัวเองว่า
จงหยุดความคิดที่บั่นทอนจิตใจตัวเอง และเอาแต่โทษคนอื่นสักที
ดังนั้นการเจ็บปวดที่มือสักครั้ง อาจหยุดยั้งความคิดและจิตใจลงได้
เมื่อหมัดเล็กเล็กเต็มไปด้วยอารมณ์วุ่นวาย ซัดเปรี้ยงไปยังบานประตูหนึ่งครั้ง
เสียงกระทบดังสะท้อนขึ้นในหู แล้วสติก็กลับมา...
แต่ความเสียใจต่อตัวเองยังคงอยู่
แล้วบทเริ่มต้นในตอนเก่าก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง บทเริ่มต้นที่ว่า
"สักวันสิ่งที่ทำให้เราเสียใจอยู่นี่มันจะหายไป เราจะกลายเป็นคนใหม่
และจะไม่มีคำพูดของใคร ความคิด หรือแม้แต่อะไรกลับมาทำร้ายเราได้อีก"
.
เอาตรงตรง...มันก็ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้หรอก นอกจากตัวเราเอง
ที่มัวแต่หยิบเอาความเสียใจ ความเจ็บปวดเดิมเดิมของตัวเอง
กลับมาทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'ฌา

No comments:
Post a Comment